ตอนที่ 452 เจ้าตำหนักบุปผาบรรพชน
หากคนนอกมาเห็นฉากนี้ พวกเขาจะต้องคิดว่าหลี่ฉีเย่นั้นบ้าอย่างแน่ที่พูดคุยกับรูปปั้น
ทว่ารูปปั้นทันใดนั้นก็กลายเป็นอ่อนนุ่ม ก่อนหน้านี้เห็นได้ชัดว่ามันเป็นหินที่แข็งแกร่ง แต่ตอนนี้มันหลอมละลายและกลายเป็นคน
ก่อหน้านี้รูปปั้นเป็นคนครึ่งตัวนอนอยู่บนที่นั่งหิน แต่ตอนนี้มันกลายเป็นคนที่นั่งหลังตรง เมื่อดวงตาของคนคนนี้เปิดแสงส่องออกมาราวกับมันสามารถกวาดผ่านอดีตและปัจจุบันได้
ใบหน้าของคนคนี้ถูกซ่อนไว้โดยผ้าคลุมศักดิ์สิทธิ แต่ดวงตาของเขาเห็นได้อย่างชัดเจนมาก
รูปปั้นที่จู่ๆก็กลับมามีชีวติทำให้ฉิวหรงว่านเสวี่ยกระโดดถอยหลัง ตอนนี้นางก็เข้าได้ใจว่านั้นไม่ใช่รูปปั้น แต่เป็นคนที่หลับอยู่
" เจ้าควรจะรู้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ตอนรับเจ้า " คนบนเก้าอี้หินเอ่ย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความลึกลับไม่สามารถบอกได้ว่าเขาเป็นบุรุษหรือสตรีจากการฟังเสียงเหล่านี้
ฉิวหรงว่านเสวี่ยมองไปยังเจ้าตำแหน่งด้วยความตกตะลึง พลังงานในสายเลือดของคนตรงหน้านางนั้นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เขาไม่ได้เป็นผีหรือกลุ่มก้อนความรู้สึก เขาเป็นสิ่งมีชิวิตที่มีเลือดและเนื้อ
การค้นพบนี้ทำให้นางตกใจอย่างแท้จริง เจ้าตำหนักบุปผาบรรพชนนั้นเป็นคนที่ทรงพลังมากที่สุดและเป็นสายเลือดที่ลึกลับมากที่สุดในสุสานใหญ่ แต่เขาก็ยังมีชีวิตมาถึงตอนนี้ นี้จะไม่คนอื่นตกตะลึงได้อย่างไรหากพวกเขารู้เรื่องนี้ ?
ในสุสานใหญ่ สายเลือดอื่นๆล้วนเต็มไปด้วยผีดังนั้นผู้ฝึกตนจากภายนอกไม่สามารถเข้าร่วมได้
แต่ตอนนี้เจ้าตำหนักบุปผาบรรพชนเปิดเผยตัวและเขาเป็นคนมีชีวิต นี้เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ !
หลี่ฉีเย่ไม่ได้ใส่ใจคำพูดที่เต็มไปด้วยโทสะของคนตรงหน้าและเอ่ยสบายๆ " ไม่ว่าเจ้ากำลังพบข้าอยู่ตอนนี้รึ ? เจ้าจะกล่าวว่าไม่ตอนรับข้าได้อย่างไร ? "
" ไม่ว่าจะยังไง..." เจ้าตำหนักบุปผาบรรพชนเอ่ย " จากอดีตถึงปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งที่เจ้าต้องการอยู่ "
" อย่าได้แล้งน้ำใจเช่นนี้ พวกเราไม่ใช่สหายกันหรอกรึ ? " หลี่ฉีเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ฉิวหรงว่านเสวี่ยกลายเป็นงุนงง นี้เป็นไปไม่ได้ ! ผีในสุสานใหญ่นั้นไม่มีทางเป็นสหายกับผู้ฝึกตน แต่เดียวก่อน บางที่พวกเขาอาจจะเป็นก็ได้เจ้าตำหนักเองก็ไม่ใช่ผีแต่เป็นคน ทว่านางค้นพบว่าหลี่ฉีเย่และเจ้าตำหนักเป็นสหายในรูปแบบที่แปลกอย่างมาก
" ไม่ ข้าไม่รู้จักเจ้า ! " เจ้าตำหนักเอ่ยอย่างเย็นชา
หลี่ฉีเย่หัวเราะและส่ายหัวเอ่ย " เจ้ากำลังโกหกตัวเอง จากอดีตถึงตอนนี้ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป เจ้าก็ยังรู้ว่าข้าคือข้า คนอื่นอาจจะจำไม่ได้ แต่ไม่มีทางที่เจ้าจะจำไม่ได้ "
ฉิวหรงว่านเสวี่ยกลายเป็นงุนงงมากขึ้นกับบทสนทนานี้ นางไม่รู้ว่าหลี่ฉีเย่กำลังพูดถึงตอนนี้ที่เขาเป็นอีกาทมิฬและนางไม่เคยรู้ความลับเหล่านี้
" แม้ว่าข้าจะไม่ใช่ผีน้อยที่สวมหมวกนั้นเหมือนในอดีต แต่ข้าก็ยังเป็นข้าไม่ใช่รึ ? " หลี่ฉีเย่เอ่ยถาม
สำหรับหลายล้านปีก่อน หลี่ฉีเย่ไม่เพียงปรากฏในรูปร่างของอีกาทมิฬ เขายังได้เปลี่ยนแปลงตัวตนและรูปร่าง เขาซ่อนรูปลักษ์ที่แท้จริงและท่องไปยังแม่น้ำแห่งกาลเวลา
" มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่รู้ " เสียงจากนั้นรูปปั้นดังออกมาอย่างเย็นชา " ตั้งแต่ที่เจ้าหลอกให้คนคนนั้นออกจากสุสานใหญ่ เจ้าควรรู้ว่าที่นี่ไม่ตอนรับเจ้า หากไม่ใช่เพราะข้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่สามารถเข้ามาในสุสานใหญ่โดยไม่ถูกตามล่าได้ ! "
" อย่าได้เอ่ยเช่นนั้น หากข้าต้องการมายังสุสานใหญ่เพื่อพบเจ้า เจ้ายังคิดว่ามีคนหยุดข้าได้รึไง ? ข้าเป็นคนที่อารมณ์อ่อนไหวและห่วงใยสหายเสมอ " หลี่ฉีเย่เอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม " แน่นอน ข้ารู้สึกขอบคุณอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า..."
เจ้าตำหนักกลายเป็นโกรธเกรี้ยวเมื่อเขาเอ่ยมาถึงตอนนี้
หลี่ฉีเย่ส่ายหัวและเอ่ย " เจ้าไม่สามารถตำหนิข้าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนั้นได้ มันผิดอย่างมากหากบอกว่าข้าหลอกให้คนคนนั้นจากไป เขาต้องการจากไปด้วยตัวเขาเองเช่นนั้นจะมาตำหนิข้าได้อย่างไร ? "
" เจ้ากล้าที่จะบอกตัวเองไม่ได้ช่วยให้เขาหนีอีกรึ ? " เจ้าตำหนักเอ่ย แม้ว่าจะไม่มีใครรู้เพศของคนคนนี้ ที่เห็นชัดคือเขนั้นรำคาญหลี่ฉีเย่อย่างมาก
" เอ่อ.." หลี่ฉีเย่ยิ้มเอ่ย " ข้าจะพูดอย่างนี้แล้วกัน...ข้าเพียงแต่พูดถึงสิ่งทีน่าสนใจและโลกภายนอกับเขา จากนั้นข้าก็ไม่ได้ทำอะไรอีกเลย "
" ปราศจากการช่วยเหลือของเจ้า เขาจะออกจากสุสานใหญ่ได้อย่างไร ? เจ้าคิดว่าทุกคจะเชื่อคำพูดของเจ้า ? " ในเวลานี้เจ้าตำหนักแสดงความโกรธต่อหลี่ฉีเย่อย่างชัดเจน
" นั้นมัน..." หลี่ฉีเย่ฝืนยิ้มและเอ่ย " มันอาจจะกล่าวได้ว่า ข้านั้นได้รับการสร้างใหม่ที่ทรงอำนาจจริงๆ หากเขาไม่ได้รับการสร้างใหม่ที่ทรงอำนาจนั้น เช่นนั้นไม่มีใครช่วยเขาได้ ถูกต้องหรือไม่ ? แต่เขาทำได้ ดังนั้นนี้จึงเป็นเจตจำนงของสวรรค์ สิ่งที่ข้าก็เพียงแค่ขับสิ่งที่ข้าก็เพียงแค่ขับเรือออกไปจากแม่น้ำ "
" นอกจากนี้สิ่งที่เกิดขึ้นทรงหมดก็ล้วนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้าจริงๆ ทุกอย่างเป็นความพยามของเขาเอง " หลี่ฉีเย่ยังเอ่ยต่อ " ข้าไม่เห็นเขาอีกเลยหลังจากออกจากสุสานใหญ่ อนาคตของเขานั้นกล่าวได้ว่ามันเป็นเจตจำนงของสวรรค์ - เจ้าควรจะเข้าใจเรื่องนี้ "
ฉิวหรงว่านเสวี่ยกลายเป็นตื่นตระหนกมากยิ่ง นางไม่รู้ว่า ' เขา ' ที่ทั้งสองนั้นเอ่ยถึงเป็นใคร นางรู้เพียงสองอย่าง อย่างแรกหลี่ฉีเย่และเจ้าตำหนักเหมือนจะเป็นสหายที่ดีต่อกัน อย่างที่สองหลี่ฉีเย่ช่วยคนให้หนีออกจากสุสานใหญ่ !
นางทันใดนั้นก็ตระหนักได้ว่าหลี่ฉีเย่จะต้องเคยมายังสุสานใหญ่ก่อนหน้า บางทีเขาอจจะอยู่เป็นเวลานาน ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่สามารถสนิทกับเจ้าตำหนักบุปผาบรรพชนได้
ทว่านางนั้นไม่ได้รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาหลายปีที่นานมากแล้วหรือพึงเกิดขึ้นไม่กี่ปีก่อนหน้า
หลี่ฉีเย่และเจ้าตำหนักเท่านั้นที่รู้พวกเขากำลังพุดคุยถึงอดีตที่เกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตำนานของดินแดนที่ห่างไกล !
จากนั้นเจ้าตำหนักบุปผาบรรพชนก็คิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น...
" เวลานี้ข้าไม่ได้มาเพื่อสร้างปัญหาให้กับเจ้า ข้าต้องการรู้ว่าทำไมทะเลราตรีถึงกลายเป็นใส่กระจ่างและหวังว่าเจ้าจะบอกข้าสักเล็กน้อย " หลี่ฉีเย่เอ่ย
" ข้าไม่รู้ " เจ้าตำหนักเอ่ย " แม้ว่าข้ารู้ ข้าจะไม่บอกเจ้า "
หลี่ฉีเย่นั้นกลายเป็นเงียบ ใบหน้าของเจ้าตำหนักกลายเป็นจริงจัง หลังจากผ่านไปนานเขาก้หันไปบอกกับฉิวหรงว่านเสวี่ย " เจ้าออกไปรอข้างนอกก่อน ข้ามีธุระบางอย่างต้องจัดการ "
ฉิวหรงว่านเสวี่ยนั้นไม่กล้าเอ่ยถาม จากนั้นนางก็พยักหน้าและเดินจากไป
หลังจากนางจากไป หลี่ฉีเย่ก็ถอนหายใจและมองไปยังเจ้าตำหนักบุปผาบรรพชน เขาทันใดนั้นก็นั่งลงและมองไปยังเจ้าตำหนัก
" เรื่องในปีนั้น...ข้าไม่ควรนำเขาออกจากสุสานใหญ่และทำลายกฏ " หลี่ฉีเย่ยิ้มข่มขื่น " ทว่าข้าเคลื่อนไหวเพราะความสามารถของเขา เจ้าควรจะรู้ว่าอนาคตของเขาขึ้นอยู่กับชะตากรรม มันไม่เกี่ยวกับว่าเขาจะเป็นมนุษย์หรือผี เจ้ารู้ว่าเขามีคุณสมบัติที่จะกลายเป็นจักรพรรดิอมตะ สิ่งนี้เวลาเป็นเครื่องยืนยันแล้ว ข้าเพียงแค่ทำตามสัญญาของข้า หลังจากที่เขาออกจากสุสานใหญ่ ข้าไม่ได้ช่วยเหลือเขาเลย แต่เขาก็ยังกลายเป็นจักรพรรดิอมตะ "
" เจ้าควรจะรู้ว่าการกระทำดังกล่างนั้นจะตามมาด้วยหายนะ จากการก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว ! " เจ้าตำหนักเอ่ยอย่างเย็นชา
หลี่ฉีเย่พยักหน้าและเอ่ย " ข้ารู้ แต่เขามักจะสร้างความดีความชอบและไม่เคยทำลายสุสานใหญ่ เจ้าไม่คิดเช่นนั้นรึ ? เขาเพียงต้องการออกไปข้างนอก และหลังจากเขากลายเป็นจักรพรรดิอมตะเขาก็ยังคงปกป้องสุสานใหญ่หลายครั้ง ! เจ้าไม่คิดหรือว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่แย่สักทีเดียว ? "
เจ้าตำหนักนั้นไม่เอ่ยสิ่งใดและหลี่ฉีเย่ก็เช่นกัน พวกเขานั้นทำเพียงนั่งอยู่ในความเงียบ
หลังจากผ่านไปนานเจ้าตำหนักก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง " ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วยที่มีร่างกายที่แท้จริงแล้ว "
หลี่ฉีเย่เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม " ข้าคิดอยู่แล้วว่ามันต้องมีหนทาง ข้าหวังว่าสักวันหนึ่งเจ้าจะออกไปจากสุสานใหญ่ได้ เจ้าอยู่ที่นี่มานานเกินไปแล้ว ไม่คิดงั้นรึ ? "
" ข้าสามารจากไปเวลาใดก็ตามที่ข้าต้องการ ! " เจ้าตำหนักเอ่ยอย่างเย็นชา
" แต่เจ้าก็ยังไม่จากไป " หลี่ฉีเย่ถอนหายใจและเอ่ย " การเวลานั้นยาวนาน เจ้ามักจะหลับอยู่ที่นี่เสมอ ทุกปีเจ้าใช้เวลาในการนอนและก็นอน ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ต้องการแต่ข้าก็ยังหวังว่าเจ้าจะออกสู่โลกภายนอก แต่ละปีนั้นไม่นานนัก สิ่งที่สำคัญมันจะเป็นสีสันในชีวิตให้กับเจ้าเอง "
สุดท้ายเจ้าตำหนักก็เอ่ย " เรื่องของข้า ข้าจะจัดการเอง "
" แต่เจ้าไม่คิดว่าเวลานี้เป็นโอกาสที่ดีรึ ? ข้ากำลังจะมีการลงมือครั้งใหญ่ในเร็วๆนี้ ! อย่างแลกข้าต้องการรู้รายละเอียดเกี่ยวกับทะเลราตรีและเวลาเดียวกันข้าต้องการยืมของบางอย่างจากเจ้า " หลี่ฉีเย่เอ่ย
" กุญแจเปิดหลุมฝังศพแห่งลางร้ายใช่หรือไม่ ? " เจ้าตำหนักเอ่ยเสียงเรียบ แม้ว่าหลี่ฉีเย่จะพูดมากมาย แต่ความโกรธของเจ้าตำหนักก็ยังไม่ได้ลดลง
" ไม่ " หลี่ฉีเย่ส่ายหัวและเอ่ย " ด้วยมิตรภาพของพวกเขา มันไม่เรียกยืม ทำไมเจ้าไม่มอบมันเป็นของขวัญให้ข้าละ ? ในเวลานี้อาจจะพิจรณามันเป็นว่าข้าไร้ยางอายและร้องของความเมตตาจากเจ้า "
เจ้าตำหนักเอ่ยเหน็บแนม " แล้วเกี่ยวกับช่วงเวลาก่อนหน้า เจ้าไม่ได้ไร้ยางอายเลยใช่หรือไม่ ? "
หากคนนอกมาเห็นฉากนี้ พวกเขาจะต้องคิดว่าหลี่ฉีเย่นั้นบ้าอย่างแน่ที่พูดคุยกับรูปปั้น
ทว่ารูปปั้นทันใดนั้นก็กลายเป็นอ่อนนุ่ม ก่อนหน้านี้เห็นได้ชัดว่ามันเป็นหินที่แข็งแกร่ง แต่ตอนนี้มันหลอมละลายและกลายเป็นคน
ก่อหน้านี้รูปปั้นเป็นคนครึ่งตัวนอนอยู่บนที่นั่งหิน แต่ตอนนี้มันกลายเป็นคนที่นั่งหลังตรง เมื่อดวงตาของคนคนนี้เปิดแสงส่องออกมาราวกับมันสามารถกวาดผ่านอดีตและปัจจุบันได้
ใบหน้าของคนคนี้ถูกซ่อนไว้โดยผ้าคลุมศักดิ์สิทธิ แต่ดวงตาของเขาเห็นได้อย่างชัดเจนมาก
รูปปั้นที่จู่ๆก็กลับมามีชีวติทำให้ฉิวหรงว่านเสวี่ยกระโดดถอยหลัง ตอนนี้นางก็เข้าได้ใจว่านั้นไม่ใช่รูปปั้น แต่เป็นคนที่หลับอยู่
" เจ้าควรจะรู้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ตอนรับเจ้า " คนบนเก้าอี้หินเอ่ย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความลึกลับไม่สามารถบอกได้ว่าเขาเป็นบุรุษหรือสตรีจากการฟังเสียงเหล่านี้
ฉิวหรงว่านเสวี่ยมองไปยังเจ้าตำแหน่งด้วยความตกตะลึง พลังงานในสายเลือดของคนตรงหน้านางนั้นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เขาไม่ได้เป็นผีหรือกลุ่มก้อนความรู้สึก เขาเป็นสิ่งมีชิวิตที่มีเลือดและเนื้อ
การค้นพบนี้ทำให้นางตกใจอย่างแท้จริง เจ้าตำหนักบุปผาบรรพชนนั้นเป็นคนที่ทรงพลังมากที่สุดและเป็นสายเลือดที่ลึกลับมากที่สุดในสุสานใหญ่ แต่เขาก็ยังมีชีวิตมาถึงตอนนี้ นี้จะไม่คนอื่นตกตะลึงได้อย่างไรหากพวกเขารู้เรื่องนี้ ?
ในสุสานใหญ่ สายเลือดอื่นๆล้วนเต็มไปด้วยผีดังนั้นผู้ฝึกตนจากภายนอกไม่สามารถเข้าร่วมได้
แต่ตอนนี้เจ้าตำหนักบุปผาบรรพชนเปิดเผยตัวและเขาเป็นคนมีชีวิต นี้เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ !
หลี่ฉีเย่ไม่ได้ใส่ใจคำพูดที่เต็มไปด้วยโทสะของคนตรงหน้าและเอ่ยสบายๆ " ไม่ว่าเจ้ากำลังพบข้าอยู่ตอนนี้รึ ? เจ้าจะกล่าวว่าไม่ตอนรับข้าได้อย่างไร ? "
" ไม่ว่าจะยังไง..." เจ้าตำหนักบุปผาบรรพชนเอ่ย " จากอดีตถึงปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งที่เจ้าต้องการอยู่ "
" อย่าได้แล้งน้ำใจเช่นนี้ พวกเราไม่ใช่สหายกันหรอกรึ ? " หลี่ฉีเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ฉิวหรงว่านเสวี่ยกลายเป็นงุนงง นี้เป็นไปไม่ได้ ! ผีในสุสานใหญ่นั้นไม่มีทางเป็นสหายกับผู้ฝึกตน แต่เดียวก่อน บางที่พวกเขาอาจจะเป็นก็ได้เจ้าตำหนักเองก็ไม่ใช่ผีแต่เป็นคน ทว่านางค้นพบว่าหลี่ฉีเย่และเจ้าตำหนักเป็นสหายในรูปแบบที่แปลกอย่างมาก
" ไม่ ข้าไม่รู้จักเจ้า ! " เจ้าตำหนักเอ่ยอย่างเย็นชา
หลี่ฉีเย่หัวเราะและส่ายหัวเอ่ย " เจ้ากำลังโกหกตัวเอง จากอดีตถึงตอนนี้ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป เจ้าก็ยังรู้ว่าข้าคือข้า คนอื่นอาจจะจำไม่ได้ แต่ไม่มีทางที่เจ้าจะจำไม่ได้ "
ฉิวหรงว่านเสวี่ยกลายเป็นงุนงงมากขึ้นกับบทสนทนานี้ นางไม่รู้ว่าหลี่ฉีเย่กำลังพูดถึงตอนนี้ที่เขาเป็นอีกาทมิฬและนางไม่เคยรู้ความลับเหล่านี้
" แม้ว่าข้าจะไม่ใช่ผีน้อยที่สวมหมวกนั้นเหมือนในอดีต แต่ข้าก็ยังเป็นข้าไม่ใช่รึ ? " หลี่ฉีเย่เอ่ยถาม
สำหรับหลายล้านปีก่อน หลี่ฉีเย่ไม่เพียงปรากฏในรูปร่างของอีกาทมิฬ เขายังได้เปลี่ยนแปลงตัวตนและรูปร่าง เขาซ่อนรูปลักษ์ที่แท้จริงและท่องไปยังแม่น้ำแห่งกาลเวลา
" มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่รู้ " เสียงจากนั้นรูปปั้นดังออกมาอย่างเย็นชา " ตั้งแต่ที่เจ้าหลอกให้คนคนนั้นออกจากสุสานใหญ่ เจ้าควรรู้ว่าที่นี่ไม่ตอนรับเจ้า หากไม่ใช่เพราะข้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่สามารถเข้ามาในสุสานใหญ่โดยไม่ถูกตามล่าได้ ! "
" อย่าได้เอ่ยเช่นนั้น หากข้าต้องการมายังสุสานใหญ่เพื่อพบเจ้า เจ้ายังคิดว่ามีคนหยุดข้าได้รึไง ? ข้าเป็นคนที่อารมณ์อ่อนไหวและห่วงใยสหายเสมอ " หลี่ฉีเย่เอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม " แน่นอน ข้ารู้สึกขอบคุณอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า..."
เจ้าตำหนักกลายเป็นโกรธเกรี้ยวเมื่อเขาเอ่ยมาถึงตอนนี้
หลี่ฉีเย่ส่ายหัวและเอ่ย " เจ้าไม่สามารถตำหนิข้าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนั้นได้ มันผิดอย่างมากหากบอกว่าข้าหลอกให้คนคนนั้นจากไป เขาต้องการจากไปด้วยตัวเขาเองเช่นนั้นจะมาตำหนิข้าได้อย่างไร ? "
" เจ้ากล้าที่จะบอกตัวเองไม่ได้ช่วยให้เขาหนีอีกรึ ? " เจ้าตำหนักเอ่ย แม้ว่าจะไม่มีใครรู้เพศของคนคนนี้ ที่เห็นชัดคือเขนั้นรำคาญหลี่ฉีเย่อย่างมาก
" เอ่อ.." หลี่ฉีเย่ยิ้มเอ่ย " ข้าจะพูดอย่างนี้แล้วกัน...ข้าเพียงแต่พูดถึงสิ่งทีน่าสนใจและโลกภายนอกับเขา จากนั้นข้าก็ไม่ได้ทำอะไรอีกเลย "
" ปราศจากการช่วยเหลือของเจ้า เขาจะออกจากสุสานใหญ่ได้อย่างไร ? เจ้าคิดว่าทุกคจะเชื่อคำพูดของเจ้า ? " ในเวลานี้เจ้าตำหนักแสดงความโกรธต่อหลี่ฉีเย่อย่างชัดเจน
" นั้นมัน..." หลี่ฉีเย่ฝืนยิ้มและเอ่ย " มันอาจจะกล่าวได้ว่า ข้านั้นได้รับการสร้างใหม่ที่ทรงอำนาจจริงๆ หากเขาไม่ได้รับการสร้างใหม่ที่ทรงอำนาจนั้น เช่นนั้นไม่มีใครช่วยเขาได้ ถูกต้องหรือไม่ ? แต่เขาทำได้ ดังนั้นนี้จึงเป็นเจตจำนงของสวรรค์ สิ่งที่ข้าก็เพียงแค่ขับสิ่งที่ข้าก็เพียงแค่ขับเรือออกไปจากแม่น้ำ "
" นอกจากนี้สิ่งที่เกิดขึ้นทรงหมดก็ล้วนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้าจริงๆ ทุกอย่างเป็นความพยามของเขาเอง " หลี่ฉีเย่ยังเอ่ยต่อ " ข้าไม่เห็นเขาอีกเลยหลังจากออกจากสุสานใหญ่ อนาคตของเขานั้นกล่าวได้ว่ามันเป็นเจตจำนงของสวรรค์ - เจ้าควรจะเข้าใจเรื่องนี้ "
ฉิวหรงว่านเสวี่ยกลายเป็นตื่นตระหนกมากยิ่ง นางไม่รู้ว่า ' เขา ' ที่ทั้งสองนั้นเอ่ยถึงเป็นใคร นางรู้เพียงสองอย่าง อย่างแรกหลี่ฉีเย่และเจ้าตำหนักเหมือนจะเป็นสหายที่ดีต่อกัน อย่างที่สองหลี่ฉีเย่ช่วยคนให้หนีออกจากสุสานใหญ่ !
นางทันใดนั้นก็ตระหนักได้ว่าหลี่ฉีเย่จะต้องเคยมายังสุสานใหญ่ก่อนหน้า บางทีเขาอจจะอยู่เป็นเวลานาน ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่สามารถสนิทกับเจ้าตำหนักบุปผาบรรพชนได้
ทว่านางนั้นไม่ได้รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาหลายปีที่นานมากแล้วหรือพึงเกิดขึ้นไม่กี่ปีก่อนหน้า
หลี่ฉีเย่และเจ้าตำหนักเท่านั้นที่รู้พวกเขากำลังพุดคุยถึงอดีตที่เกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตำนานของดินแดนที่ห่างไกล !
จากนั้นเจ้าตำหนักบุปผาบรรพชนก็คิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น...
" เวลานี้ข้าไม่ได้มาเพื่อสร้างปัญหาให้กับเจ้า ข้าต้องการรู้ว่าทำไมทะเลราตรีถึงกลายเป็นใส่กระจ่างและหวังว่าเจ้าจะบอกข้าสักเล็กน้อย " หลี่ฉีเย่เอ่ย
" ข้าไม่รู้ " เจ้าตำหนักเอ่ย " แม้ว่าข้ารู้ ข้าจะไม่บอกเจ้า "
หลี่ฉีเย่นั้นกลายเป็นเงียบ ใบหน้าของเจ้าตำหนักกลายเป็นจริงจัง หลังจากผ่านไปนานเขาก้หันไปบอกกับฉิวหรงว่านเสวี่ย " เจ้าออกไปรอข้างนอกก่อน ข้ามีธุระบางอย่างต้องจัดการ "
ฉิวหรงว่านเสวี่ยนั้นไม่กล้าเอ่ยถาม จากนั้นนางก็พยักหน้าและเดินจากไป
หลังจากนางจากไป หลี่ฉีเย่ก็ถอนหายใจและมองไปยังเจ้าตำหนักบุปผาบรรพชน เขาทันใดนั้นก็นั่งลงและมองไปยังเจ้าตำหนัก
" เรื่องในปีนั้น...ข้าไม่ควรนำเขาออกจากสุสานใหญ่และทำลายกฏ " หลี่ฉีเย่ยิ้มข่มขื่น " ทว่าข้าเคลื่อนไหวเพราะความสามารถของเขา เจ้าควรจะรู้ว่าอนาคตของเขาขึ้นอยู่กับชะตากรรม มันไม่เกี่ยวกับว่าเขาจะเป็นมนุษย์หรือผี เจ้ารู้ว่าเขามีคุณสมบัติที่จะกลายเป็นจักรพรรดิอมตะ สิ่งนี้เวลาเป็นเครื่องยืนยันแล้ว ข้าเพียงแค่ทำตามสัญญาของข้า หลังจากที่เขาออกจากสุสานใหญ่ ข้าไม่ได้ช่วยเหลือเขาเลย แต่เขาก็ยังกลายเป็นจักรพรรดิอมตะ "
" เจ้าควรจะรู้ว่าการกระทำดังกล่างนั้นจะตามมาด้วยหายนะ จากการก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว ! " เจ้าตำหนักเอ่ยอย่างเย็นชา
หลี่ฉีเย่พยักหน้าและเอ่ย " ข้ารู้ แต่เขามักจะสร้างความดีความชอบและไม่เคยทำลายสุสานใหญ่ เจ้าไม่คิดเช่นนั้นรึ ? เขาเพียงต้องการออกไปข้างนอก และหลังจากเขากลายเป็นจักรพรรดิอมตะเขาก็ยังคงปกป้องสุสานใหญ่หลายครั้ง ! เจ้าไม่คิดหรือว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่แย่สักทีเดียว ? "
เจ้าตำหนักนั้นไม่เอ่ยสิ่งใดและหลี่ฉีเย่ก็เช่นกัน พวกเขานั้นทำเพียงนั่งอยู่ในความเงียบ
หลังจากผ่านไปนานเจ้าตำหนักก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง " ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วยที่มีร่างกายที่แท้จริงแล้ว "
หลี่ฉีเย่เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม " ข้าคิดอยู่แล้วว่ามันต้องมีหนทาง ข้าหวังว่าสักวันหนึ่งเจ้าจะออกไปจากสุสานใหญ่ได้ เจ้าอยู่ที่นี่มานานเกินไปแล้ว ไม่คิดงั้นรึ ? "
" ข้าสามารจากไปเวลาใดก็ตามที่ข้าต้องการ ! " เจ้าตำหนักเอ่ยอย่างเย็นชา
" แต่เจ้าก็ยังไม่จากไป " หลี่ฉีเย่ถอนหายใจและเอ่ย " การเวลานั้นยาวนาน เจ้ามักจะหลับอยู่ที่นี่เสมอ ทุกปีเจ้าใช้เวลาในการนอนและก็นอน ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ต้องการแต่ข้าก็ยังหวังว่าเจ้าจะออกสู่โลกภายนอก แต่ละปีนั้นไม่นานนัก สิ่งที่สำคัญมันจะเป็นสีสันในชีวิตให้กับเจ้าเอง "
สุดท้ายเจ้าตำหนักก็เอ่ย " เรื่องของข้า ข้าจะจัดการเอง "
" แต่เจ้าไม่คิดว่าเวลานี้เป็นโอกาสที่ดีรึ ? ข้ากำลังจะมีการลงมือครั้งใหญ่ในเร็วๆนี้ ! อย่างแลกข้าต้องการรู้รายละเอียดเกี่ยวกับทะเลราตรีและเวลาเดียวกันข้าต้องการยืมของบางอย่างจากเจ้า " หลี่ฉีเย่เอ่ย
" กุญแจเปิดหลุมฝังศพแห่งลางร้ายใช่หรือไม่ ? " เจ้าตำหนักเอ่ยเสียงเรียบ แม้ว่าหลี่ฉีเย่จะพูดมากมาย แต่ความโกรธของเจ้าตำหนักก็ยังไม่ได้ลดลง
" ไม่ " หลี่ฉีเย่ส่ายหัวและเอ่ย " ด้วยมิตรภาพของพวกเขา มันไม่เรียกยืม ทำไมเจ้าไม่มอบมันเป็นของขวัญให้ข้าละ ? ในเวลานี้อาจจะพิจรณามันเป็นว่าข้าไร้ยางอายและร้องของความเมตตาจากเจ้า "
เจ้าตำหนักเอ่ยเหน็บแนม " แล้วเกี่ยวกับช่วงเวลาก่อนหน้า เจ้าไม่ได้ไร้ยางอายเลยใช่หรือไม่ ? "
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น